ล่าสุด ผบช.น. สั่งร.ต.อ.ฉาว ออกราชการแล้ว โดนตั้งข้อหาหนัก

0
76
โดนข้อหาหนัก

สืบเนื่องจากกรณีที่ นางสาวพิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ วัย 30 ปี เสียชีวิตในบ้านพักแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ย่านลาดพร้าว โดยเธอเป็นแฟนสาวของตำรวจระดับรองสารวัตรสืบในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 4 ซึ่งเรื่องนี้ มีคนสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่า อาจจะมีอะไรแปลกๆ มีข้อพิรุธหลายจุด เช่น ผู้ตายถูกยิงด้านซ้าย ทั้งที่ถนัดขวา และไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เป็นต้น

ทางด้าน รองสารวัตรสืบสวน สน.วังทองหลาง กล่าวถึง กรณีนางสาวพิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ อายุ 30 ปี ภรรยาใช้อาวุธปืน .45 ยิงตัวเสียชีวิต ว่า ขณะนี้ตนแทบไม่มีที่ยืน เครียดมาก เพราะทางครอบครัวของแฟนที่เสียชีวิตคิดว่าตนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่ตนยืนยันว่าตนไม่ได้ทำ และไม่มีเหตุผลที่จะทำ เพราะเขาคือคนที่ตนรักและมีลูกด้วยกัน ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าครอบครัวของแฟนไม่ชอบตนจริง และไม่เคยเจอกัน มีเพียงพูดคุยกับแม่แฟนผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ตนก็พยายามพิสูจน์ให้แม่ของแฟนเห็นว่า ตนสามารถดูแลลูกของเขาได้ จึงได้ซื้อบ้านเมื่อ 3 เดือนก่อน เพื่อทำให้เห็นว่าลูกของเขาจะไม่ลำบาก

ล่าสุด พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ให้ข้อมูลว่าผลการชันสูตรศพของผู้เสียชีวิต ไม่ได้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย โดยทาง ตร. พบหลักฐานสำคัญคือคราบเขม่าดินปืนที่มือของ ร.ต.อ.ทรงกลด บุญส่ง ซึ่งหลังจากการสอบสวนให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่า อยู่ในที่เกิดเหตุและสาเหตุมาจากปัญหาครอบครัว โดยปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การก่อนนั้น ที่ให้การว่าอยู่คนละห้องกับภรรยาแล้วได้ยินเสียงปืนจึงพังประตูเข้าไป

ทั้งนี้ ทางตร.ยังไม่ปักใจเชื่อ และยึดผลทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลัก จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ ร.ต.อ.ทรงกลด บุญส่ง คือ ฆ่าผู้อื่น หลังจากนี้จะสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานอีกครั้งว่าเข้าข่าย ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่หรือไตร่ตรองไว้ก่อน ขณะนี้ ร.ต.อ.ทรงกลด ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว ซึ่งในทางปฏิบัติต้นสังกัด จะให้ออกจากราชการไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ต้องหาจะให้การภาคเสธ แต่คำให้การยังเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ซึ่งรายละเอียดนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ อีกทั้ง พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ย้ำว่ามีความมั่นใจในพยานหลักฐาน เพราะหากไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด คงไม่สามารถออกหมายจับได้ ลั่นแม้เป็นตำรวจ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เหมือนประชาชนทั่วไป

จากการสอบสวน ร.ต.อ.ทรงกลด สามีผู้ตายให้การรับสารภาพแล้วว่า หลังจากมีปากเสียงกัน ระหว่างที่กลับมาที่บ้าน ภรรยาได้เข้ามาด่าทอ จึงเกิดบันดาลโทสะชักอาวุธปืนขู่ จากนั้นผู้ตายได้มายื้อแย่งกัน เป็นเหตุทำให้ปืนลั่นใส่ผู้ตายเสียชีวิต

ซึ่งก่อนหน้านั้น ทีมสืบสวนคดีดังกล่าว พบข้อสงสัยหลายประการ โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนและวิถีกระสุน ทั้งๆที่ ผู้เสียชีวิตถนัดขวา แต่กลับพบบาดแผลบริเวณศรีษะด้านซ้าย ประเด็นสำคัญยังมีการตรวจคราบเขม่าดินปืนที่มือของผู้เสียชีวิต และนายตำรวจผู้เป็นสามี จึงดำเนินการควบคุมตัว ร.ต.อ.ทรงกลด มาสอบเครียดอีกครั้ง

ในที่สุด ก็ยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุภายหลังกลับมาบ้าน ตนเองมีอาการมึนเมาอย่างหนัก ก่อนมีปากเสียงกับภรรยาแล้วทะเลาะกันอย่างรุนแรง จากนั้นได้พยายามลากตัวภรรยาสาวเข้าห้องนอน เพื่อร่วมหลับนอน แต่อีกฝ่ายไม่ยอม ก่อนที่จะหนีลงมานอนที่ห้องรับแขก

ต่อมาทางด้านผู้กองหนุ่ม ได้ถือปืนเดินตามลงมา โดยอ้างว่าเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่สุดท้ายทำให้มีปากเสียงรอบใหม่ จนถึงขั้นขว้างปาสิ่งของ และตนเองได้มีการชักอาวุธปืนมาจ่อที่ศีรษะ เนื่องจากผู้ตายบ่นว่า เบื่อแล้ว อยากตาย แต่ปรากฎว่าจังหวะที่เอาปืนขึ้นมาจ่อศีรษะ ทางด้านภรรยาสาวเป็นพยายามแย่งปืน จนทำให้เกิดปืนลั่นเข้าศรีษะจนเสียชีวิต ไม่ได้เป็นการตั้งใจสังหารภรรยาแต่อย่างใด